21 กันยายน 2553

ไขปริศนา 3G

ความจริงประเทศไทยควรจะมี 3G ไปแล้วเมื่อ 10 ปีก่อน แต่ไม่สามารถเกิดได้เพราะผู้ที่ให้บริการ 2G อยู่ไม่อยากให้เกิดบริการ 3G

3G จะเกิดประโยชน์กับคน 2 กลุ่ม ได้แก่  
     1.ผู้ผลิตอุปกรณ์สำหรับติดตั้งเครือข่ายให้บริการ 3G
     2 คือผู้ที่สามารถประมูล 3G จนได้รับใบอนุญาต

หากผู้รับสัมปทานรับใบอนุญาตก็จะโอน ลูกค้าจากสัมปทานไปทันที ซึ่งผมคาดว่าภายใน 1-2ปีรัฐจะสูญเสียรายได้จากสัมปทานไปทันที 4-5 หมื่นล้านบาทในขณะที่ค่าโทรศัพท์ไม่ได้ลดลงเลย

ถ้าไทยไม่มี 3G แล้วจะล้าหลังประเทศเพื่อนบ้าน...ไม่เป็นความจริงทั้งหมด  

การลงทุน 3.9G ที่กำลังพยายามผลักดันกันอยู่นี้อีก 2-3 ปีก็ต้องเปลี่ยนไปลงทุน 4G อยู่ดี 

'ที่ผ่านมามีการปลุกปั่นความรู้สึกให้คนหนุ่มสาว วัยทำงานต้องการใช้ 3G หากผมจะพูดไปว่า 3Gไม่จำเป็นก็กลัวจะถูกมองมีความคิดเป็นเต่าล้านปี แต่การมี 2Gก็สามารถใช้งานดาต้าได้แล้วเพียงแต่ไม่สะดวกใจเท่า 3G เท่านั้น'
สิทธิชัย โภไคยอุดม อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงไอซีที

ที่มา: ASTVผู้จัดการออนไลน์

5 สิงหาคม 2553

อนาคตของเทคโนโลยีบลูทูธ

ช่วงเวลาที่ผ่านมา มีข่าวลือหนาหูว่า เทคโนโลยีบลูทูธ (Bluetooth) กำลังจะตายจากไป ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงแล้วล่ะก็ โทรศัพท์มือถือ และอุปกรณ์สื่อสารขนาดเล็กปัจจุบัน ที่ใช้เทคโนโลยีบลูทูธอยู่นั้น ก็จะต้องหมดอนาคตไปด้วยเช่นกัน

สาเหตุหลักๆ ก็เนื่องมาจากการเกิดใหม่ของเทคโนโลยีการสื่อสารส่วนบุคคลระยะสั้นมากมาย ตั้งแต่เทคโนโลยีไว-ไฟ, ZigBee, NFC และที่สำคัญอัลตราไวด์แบนด์ (UWB-Ultrawideband)

ความจริงแล้ว แต่ละเทคโนโลยีก็จะมีจุดแข็งและจุดอ่อนที่แตกต่างกัน อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีบูลทูธนั้นยังมีจุดอ่อนอยู่มาก

เทคโนโลยีบูลทูธ เป็นการเชื่อมต่อไร้สายของอุปกรณ์เคลื่อนที่ระยะสั้น ด้วยคลื่นวิทยุในย่านความถี่ 2.4 กิกะเฮิรตซ์ ด้วยความเร็วรับ/ส่งสัญญาณที่ 1 เมกะบิตต่อวินาที ระยะในการรับ/ส่งสัญญาณจะประมาณ 10 เมตร

เป้าหมายหลักในการออกแบบเทคโนโลยีบูลทูธ คือ ต้องมีขนาดเล็ก ต้องใช้พลังงานต่ำ และต้องราคาถูก

เทคโนโลยีบูลทูธ สามารถตอบโจทย์ให้กับการสื่อสารสำหรับโทรศัพท์มือถือและอุปกรณ์สื่อสารขนาด เล็กได้ แต่ด้วยความเร็วรับ/ส่งสัญญาณที่น้อยเมื่อเทียบกับเทคโนโลยีอื่นๆ แล้ว เทคโนโลยีบูลทูธจึงไม่สามารถที่จะตอบสนองความต้องการแอพพลิเคชั่น และเนื้อหาที่ต้องการความเร็วรับ/ส่งที่สูงได้

อย่างไรก็ตาม ข่าวดีสำหรับเทคโนโลยีบูลทูธ คือ จะมีการรวมตัวเทคโนโลยีบูลทูธเข้ากับเทคโนโลยีอัลตราไวด์แบนด์ ซึ่งจะเป็นการรวมจุดแข็งของทั้งสองเทคโนโลยี

เทคโนโลยีอัลตราไวด์แบนด์ คือ เทคโนโลยีการสื่อสารแบบไร้สายที่เป็นการส่งข้อมูลแบบฟัลส์สั้นๆ ผ่านคลื่นวิทยุความถี่กว้าง ทำให้สามารถรับ/ส่งสัญญาณระหว่าง 100 ถึง 200 เมกะบิตต่อวินาที ในระยะทางสั้นๆ ไม่เกิน 6 เมตร และใช้พลังงานที่ต่ำกว่าซึ่งแตกต่างจากเทคโนโลยีอื่นๆ ที่จะส่งผ่านคลื่นวิทยุความถี่แคบ

ถ้าเปรียบเทียบกับเทคโนโลยีที่นิยมในขณะนี้ อย่างเทคโนโลยีไว-ไฟ แล้ว ไว-ไฟ สามารถรับ/ส่งสัญญาณในระยะทางที่ไกลกว่า แต่ความเร็วที่น้อยกว่าและใช้พลังงานมากกว่า จึงเหมาะสำหรับการสื่อสารเครือข่ายคอมพิวเตอร์ มากกว่าที่จะใช้กับอุปกรณ์ขนาดเล็ก

ดังนั้น การรวมตัวของเทคโนโลยีบูลทูธ และอัลตราไวด์แบนด์ จึงสร้างความได้เปรียบเป็นอย่างมาก เบื้องหลังการรวมตัวครั้งนี้ก็มาจากการสนับสนุนของอิลเทลและโมโตโรล่า ที่จะช่วยให้ผู้บริโภคโทรศัพท์มือถือและอุปกรณ์ขนาดเล็กที่มีตลาดขนาดใหญ่ สามารถที่จะรับ/ส่งสัญญาณความเร็วสูงได้

ตัวอย่างของการใช้เทคโนโลยีอัลตราไวด์แบนด์ที่ได้รับความนิยมคือ การแพร่ภาพรายการทีวีจากเครื่องรับสัญญาณโทรทัศน์เดียว ไปยังหน้าจอโทรทัศน์อื่นๆ ได้แบบไร้สายภายในบ้าน โดยเครื่องรับสัญญาณโทรทัศน์หรือเครื่องเล่นวีซีดีเครื่องเดียว สามารถที่จะใช้กับจอภาพจำนวนมากได้ในเวลาเดียวกัน ด้วยเทคโนโลยีอัลตราไวด์แบนด์

หากเป็นเช่นนี้แล้ว โทรศัพท์มือถือของเราในอนาคตก็สามารถรับชมภาพโทรทัศน์แบบไม่กระตุกอีกต่อไป ด้วยพื้นฐานของเทคโนโลยีอัลตราไวด์แบนด์นั่นเอง และนี่คงเป็นชีวิตใหม่ของเทคโนโลยีบูลทูธในอนาคต

ที่มา : กรุงเทพฯธุรกิจ
URL : http://www.bangkokbiznews.com/2005/05/18/it/index.php?news=it1.html

21 กรกฎาคม 2553

เชื่อว่าคงมีหลายๆท่านผ่านหูผ่านตาหรือคุ้นเคยกับเมนูเหล่านี้กันมาบ้างนะ ครับ โดยเมื่อระบบของเรามีปัญหา เราก็มีความจำเป็นที่จะต้องเรียกใช้งานหัวข้อเหล่านี้สำหรับแก้ไขปัญหาเฉพาะ หน้า เรามาทำความรู้จักกับเมนูแต่ละข้อกันหน่อยดีกว่า

Safe Mode: เป็นการบูตเข้าสู่ระบบวินโดวส์โดยเรียกใช้งานเฉพาะฮาร์ดแวร์, ไดร์เวอร์ และเซอร์วิสต่างๆที่จำเป็น เพื่อให้สามารถเข้าไปตรวจสอบ และแก้ไขสิ่งที่ผิดพลาดจนทำให้ระบบวินโดวส์ไม่ทำงานได้

Safe Mode with Networking: จะเหมือนกันกับหัวข้อแรก แต่จะสามารถเข้าถึงระบบเครือข่ายและอินเตอร์เน็ตได้อีกด้วย

Safe Mode with Command Prompt: หัวข้อนี้จะไว้สำหรับเรียกใช้ทรัพยากรของระบบน้อยที่สุด สำหรับไว้แก้ไขข้อผิดพลาด โดยใช้คำสั่งดอสผ่านหน้าต่างคอมมานด์ไลน์

Enable Boot Logging: ไว้สำหรับจัดเก็บข้อมูลการบูตระบบไว้ในรูปแบบ Text File (.txt) เพื่อการตรวจสอบข้อผิดพลาดของระบบในภายหลัง

Enable VGA Mode: เป็นการเข้าสู่ระบบวินโดวส์โดยปิดฟังก์ชั่นการแสดงภาพระดับสูงของการ์ดจอ จะใช้ในกรณีที่การ์ดจอมีปัญหา

Last Known Good Configuration: จะทำงานคล้ายๆกันกับฟังก์ชั่น System Restore เช่น การย้อนระบบกลับไปก่อนหน้าที่ระบบการทำงานครั้งล่าสุดมีปัญหา เช่น การลงไดร์เวอร์ต่างๆผิดรุ่น เป็นต้น

Debugging Mode: เพื่อเข้าสู่การแก้ไขปัญหาระดับสูง (ส่วนใหญ่จะใช้สำหรับโปรแกรมเมอร์หรือนักพัฒนาซอฟต์แวร์)

Start Windows Normally: จะเป็นการเรียกใช้งานระบบวินโดวส์ในรูปแบบปกติ

Return to OS Choices Menu: ถ้าหากในเครื่องของเรามีการติดตั้งระบบวินโดวส์มากกว่า 1 ระบบ และมีเมนูให้เลือกการเข้าใช้งาน เราสามารถเลือกหัวข้อนี้ได้

ในกรณีที่เป็นการใช้งานของยูสเซอร์ทั่วไป สามารถเรียกใช้งานเฉพาะ Safe Mode หรือ Last Known Good Configuration ก็สามารถเข้าไปซ่อมแซมระบบวินโดวส์ที่มีปัญหาได้แล้ว แต่ถ้าหากมีการซ่อมแซมส่วนที่เสียหายของระบบแล้ว ก็ยังไม่สามารถทำให้ระบบกลับมาเป็นปกติได้ ก็คงจะต้องลงวินโดวส์ทับระบบตัวเก่า หรือที่เรียกว่า “Repair” ก็จะช่วยทำให้การซ่อมแซมส่วนที่เสียหายกลับมาใช้งานได้ใกล้เคียงกับการใช้ งานก่อนหน้ามากที่สุด แต่ถ้าหากซ่อมแซมแล้ว ยังไม่สามารถใช้งานระบบได้ การลงวินโดวส์ใหม่ก็น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดนะครับ

18 กรกฎาคม 2553

ดูเหมือนว่าจะเริ่มมีหมายกำหนดการหลุดๆกันออกมาแล้ว
กับ Service Pack ของ Windows 7 แต่ก็ดูเหมือนว่าจะยังไม่มีแพทซ์อัพเดทตัวใหม่ที่ดูจะเจ๋งๆเสียเท่าไหร่นัก เพราะมีการปรับปุรงอยู่ตลอดอยู่แล้ว รวมๆก็ขนาดกว่า 1.2 GB ที่ออกมาแก้ไขพวก hotfix ต่างๆ โดยทาง Microsoft เองก็ได้จัดตัว beta ออกมาก่อนตามสูตร แต่อย่าเพิ่งชะล่าใจไปตามๆ เพราะก็คงไม่เพอร์เฟค 100% เป็นแน่ จนกว่าตัวเต็มจะออก ซึ่งก็น่าจะราวๆปี 2011 ซึ่งจริงๆแล้วก็อีกนานแต่กลับดูเหมือนว่าไม่มีอะไรแตกต่างมากนัก และไม่ค่อยน่ารอเท่าไหร่เลย ยังไงถ้าใครสนใจก็กดลิงก์ตามไปดาวโหลดกันได้เลย
http://technet.microsoft.com/en-gb/evalcenter/ff183870.aspx

14 กรกฎาคม 2553


MS หยุดสนับสนุน Windows XP SP2 แล้ว ควรอัพเดตเป็น SP3 ด่วน!

เมื่อวานนี้ 13 กรกฎาคม 2553 - ทางไมโครซอฟต์ได้หยุดให้การสนับสนุน Windows XP SP2 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งหมายความว่า ทางบริษัทจะไม่ทำการพัฒนาหรือออกแพทช์เสริมใดๆที่รองรับกับ Service Pack 2 อีกต่อไป แต่ถ้าหากผู้ใช้งานต้องการความปลอดภัยที่จะมีเพิ่มมากยิ่งขึ้นกับระบบ Windows XP ที่ท่านใช้งานอยู่ ท่านจะต้องทำการอัพเดตเป็น Service Pack 3 (SP3) เท่านั้น หรือเป็นระบบใหม่กว่าอย่างเช่น Windows 7 เท่านั้น

ท่านสามารถดาวน์โหลดไฟล์อัพเดต Service Pack 3 จากเว็บไซต์ของไมโครซอฟต์มาติดตั้งเองหรือจะเลือกอัพเกรดผ่านระบบ Windows Update ก็ได้เช่นเดียวกันครับ

Source: windowsvalley.com